สุดยอดคำคมปลุกพลังที่เราเห็นในหน้าฟีดเฟซบุ๊กในทุกๆเช้า เราอ่านทุกวันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้เรามีความคิดที่ว่า “ถ้าเรามีฝันก็ควรทำฝันให้เป็นความจริงสิ อย่าปล่อยให้ฝันกลายเป็นเรื่องลมๆแล้งๆไป” ซึ่งจะว่าแบบนั้นมันก็ถูกแต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งล่ะ ลองไม่ทำฝันให้เป็นจริงบ้าง เก็บฝันให้อยู่แต่ในฝัน และยิ้มมีความสุข ทุกครั้งที่นึกถึงความฝัน เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนชีวิตเราว่าฝันในรูปแบบนี้ก็ดีอยู่นะ
สาเหตุที่เราต้องจัดสรรความฝันให้มันอยู่ถูกที่ถูกทาง ก็เพราะหลายครั้งที่เราปลุกปั้นความฝัน เราเร่งให้มันเป็นจริง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น มันกลับตรงกันข้าม มันผิดฝัน มันผิดหวัง และมันไม่น่าเกิดขึ้นเลย อีกอารมณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กันเมื่อฝันเป็นจริง คือความตื่นเต้นก็กลับหายไปอย่างเงียบๆ จนเรารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นแล้ว มันได้มาแล้ว แล้วอย่างไรต่อล่ะ ความรู้สึกเหมือนนั่งมองนาฬิกาเรือนหรูที่ฝันอยากได้มาหลายปี พอวันนี้ได้มาแล้วมันก็เท่านั้น..

นั่นทำให้เราเริ่มจับทางได้แล้วว่า จริงๆแล้วความฝัน
มันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เราขับเคลื่อนในการทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จได้ มันเลยสำคัญมากที่เราควรจัดแจงความฝันเหล่านั้นดูดีๆ ว่าความฝันแบบไหนคือเป้าหมายของชีวิต และความฝันแบบไหนคือเชื้อเพลิงในชีวิตของเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำ ทำ ทำ ทำทุกอย่างให้เกิดขึ้น แต่เราควรมีชีวิตที่รื่นรมย์อย่างผู้มีฝัน เพราะไฟมันจะลุกโชนตลอดเวลา
ความรู้สึกความตื่นเต้น ความซู่ซ่าทุกครั้งที่นึกถึง เก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ให้ดี เพราะความรู้สึกเหล่านี้นับว่าเป็นสาระสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ความฝัน” ที่มันจะเริ่มพาชีวิตของเราเขยิบไปข้างหน้า แล้วหลายสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นอย่างพอเหมาะ และเกิดขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
จากทั้งหมดที่เล่ามา ลองเก็บเอาไปพิจารณาความฝันของตัวเองกันดูนะ ว่าสิ่งที่พยายามทำกันอยู่ตอนนี้เราอยากให้มันเกิดขึ้น และมันคือเป้าหมายของชีวิตจริงๆใช่ไหม หรือเราแค่กำลังหลงกับกลิ่นหอมอันชวนฝัน อันนี้ลองคิดดูดีๆ
เหมือนที่ครั้งหนึ่ง นักแสดงระดับโลกที่เราๆก็รู้จักกันดี เขาให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตในวัยเด็กไว้ว่า “ตอนเด็กๆผมอยากได้รถสปอร์ตคันนั้นมาก เชื่อไหมว่า จนถึงวันนี้ผมมีเงินซื้อได้มากกว่าหนึ่งคัน ผมก็ยังไม่คิดที่จะซื้อมันเลย เพราะผมกลัวว่าพอมันมาอยู่กับเราจริงๆแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรให้ฝันอีกแล้วล่ะสิ”






